อาวุธ » การใช้ไม้ซุงมาทำเป็นเกราะเสริมรถถัง หรือเรียกกันว่า “Log Armor”(เกราะซุง)

การใช้ไม้ซุงมาทำเป็นเกราะเสริมรถถัง หรือเรียกกันว่า “Log Armor”(เกราะซุง)

4 มกราคม 2026
64   0

การใช้ไม้ซุงมาทำเป็นเกราะเสริมรถถัง หรือเรียกกันว่า “Log Armor”(เกราะซุง) นั้นมีประวัติการใช้ที่น่าสนใจ โดยไม่ได้ถูกสร้างมาตั้งแต่ต้นจากโรงงาน แต่เป็นความพยายามในการ “ดัดแปลง” ของทหารในสนามรบ

จุดเริ่มต้นและช่วงเวลาที่นิยมใช้ มีดังนี้..

​1. สงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุคที่แพร่หลายที่สุด)

​นี่คือช่วงเวลาที่การใช้ไม้หุ้มรถถังเป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์หลักต่างกันไปในแต่ละสมรภูมิ:

​แนวรบด้านตะวันออก (โซเวียต vs เยอรมนี): ทหารโซเวียตมักนำท่อนซุงขนาดใหญ่มาผูกไว้ข้างรถถัง T-34 ไม่ใช่แค่เพื่อกันกระสุน แต่ประโยชน์หลักคือเอาไว้ “รองใต้ล้อ” เวลารถถังติดหล่มโคลนหรือหิมะ (Unditching log) อย่างไรก็ตาม มันก็ช่วยลดแรงปะทะของกระสุนหัวระเบิดได้บ้าง

​สมรภูมิแปซิฟิก (สหรัฐฯ vs ญี่ปุ่น): ทหารอเมริกันบนรถถัง M4 Sherman นิยมเอาแผ่นไม้หนาๆ มาแปะข้างตัวรถเพื่อป้องกัน “ระเบิดแม่เหล็ก” และ “ระเบิดขวด” ของทหารญี่ปุ่น ไม้จะช่วยสร้างระยะห่างไม่ให้แม่เหล็กดูดติดเหล็ก และป้องกันความร้อนจากระเบิดเพลิง

​2. สงครามเวียดนาม

​ในช่วงนี้มีการใช้ไม้ในลักษณะของ “เกราะเว้นระยะ” (Spaced Armor) เพื่อป้องกันหัวรบแบบ RPG-7 ซึ่งเป็นระเบิดแรงสูงที่มีอำนาจเจาะทะลวง (HEAT) การที่หัวรบกระทบไม้ก่อนจะทำให้การโฟกัสของลำแสงเจ็ทความร้อนผิดเพี้ยนไปก่อนจะถึงเกราะเหล็กจริง

​ทำไมต้องใช้ไม้? (ประสิทธิภาพจริงเป็นอย่างไร)

​แม้ว่าไม้จะไม่สามารถหยุดกระสุนเจาะเหล็กตรงๆ ได้ แต่ทหารเลือกใช้เพราะ:

หาง่าย: หาได้จากป่าหรือซากสิ่งก่อสร้างรอบตัว

​น้ำหนักเบา: ไม่ทำให้เครื่องยนต์ภาระหนักเกินไปเหมือนการเชื่อมแผ่นเหล็กเพิ่ม

​ป้องกันระเบิดติดตัว: ป้องกันระเบิดแบบเหนียว (Sticky bombs) หรือแม่เหล็กไม่ให้ติดกับตัวรถถังโดยตรง

​เชิงจิตวิทยา: ช่วยให้พลประจำรถรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเห็นว่ามีอะไรกั้นระหว่างพวกเขากับศัตรู

​ข้อเสียที่ร้ายแรง

​ในความเป็นจริง เกราะไม้มีข้อเสียที่น่ากลัวคือ “มันติดไฟได้” หากถูกยิงด้วยกระสุนเพลิงหรือระเบิดขวด รถถังอาจกลายเป็นกองไฟเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อพลขับอย่างมาก..

​ในปัจจุบัน เราจะไม่ค่อยเห็นเกราะไม้แล้ว เพราะเทคโนโลยีเกราะสมัยใหม่เช่น เกราะปฏิกิริยา (ERA) หรือ เกราะคอมโพสิต มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

สำหรับประเทศไทย การนำไม้มาใช้เป็นเกราะเสริมหรือการดัดแปลงรถถังด้วยไม้นั้น มีปรากฏให้เห็นชัดเจนในช่วง สงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2502 – 2518) และต่อเนื่องมาถึงช่วงการสู้รบตามแนวชายแดนในยุค ปราบปรามคอมมิวนิสต์

​จุดประสงค์และบริบทการใช้ในไทยมีดังนี้..

​1. การใช้ในสงครามเวียดนาม (กองพลอาสาสมัคร “จงอางศึก” และ “เสือดำ”)

​ทหารไทยที่ไปรบในเวียดนามได้รับอิทธิพลการดัดแปลงรถถังมาจากกองทัพสหรัฐฯ โดยรถถังหลักที่ไทยใช้ในขณะนั้นคือ M41 Walker Bulldog และรถสายพานลำเลียงพล M113

​การดัดแปลง: มีการนำท่อนไม้หรือซุงขนาดพอเหมาะมาผูกไว้ข้างตัวรถ M113 เพื่อเสริมการป้องกันจากการซุ่มโจมตีด้วยปืนต่อสู้รถถัง (RPG-2 หรือ RPG-7) ของเวียดกง

​เหตุผล: เนื่องจาก M113 มีเกราะเป็นอลูมิเนียมซึ่งค่อนข้างบาง ไม้จะช่วยกระตุ้นให้หัวรบระเบิดทำงานก่อนจะถึงตัวเกราะเหล็ก (Spaced Armor) ช่วยลดอำนาจการเจาะทะลวงได้ในระดับหนึ่ง

​2. การใช้ในภารกิจตามแนวชายแดนไทย (พ.ศ. 2510 – 2520 กว่าๆ)

​ในช่วงที่มีการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในพื้นที่ป่าเขา เช่น ภูหินร่องกล้า หรือดอยยาว-ดอยผาหม่น รถสายพานลำเลียงพล M113 ของกองทัพบกไทยมักมีการนำ “ท่อนไม้” มาติดตั้งไว้

​ประโยชน์หลัก (Unditching Log): ในไทยไม้เหล่านี้มักถูกใช้เป็น “ไม้รองแทรค” มากกว่าจะเป็นเกราะเพียงอย่างเดียว เพราะสภาพภูมิประเทศของไทยเป็นดินโคลนและป่าดิบชื้น รถถังมักจะติดหล่ม ทหารจึงต้องพกท่อนซุงขนาดใหญ่ไว้ข้างรถเพื่อเอาไว้สอดใต้สายพานให้รถปีนออกจากหล่มได้

​ผลพลอยได้: เมื่อผูกไว้ข้างรถ มันจึงทำหน้าที่เป็นเกราะเสริม (Improvised Armor) ไปในตัว

​สรุป

​ไทยเริ่มใช้วิธีนี้อย่างจริงจังตามแบบอย่างกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ ช่วงปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา โดยเน้นไปที่รถเกราะขนาดเบาอย่าง M113 มากกว่ารถถังหลัก และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ควบคู่กันทั้งการป้องกันอาวุธต่อสู้รถถังและการกู้รถขณะติดหล่ม

​ในปัจจุบัน รถถังของไทย (เช่น Oplot-T หรือ VT-4) ใช้เกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด (ERA) และเกราะคอมโพสิตสมัยใหม่

cr: https://www.wearethemighty.com/articles/5-types-of-extra-armor-added-to-tanks-during-wwii/
https://photos.jibble.org/Vehicles/Tanks/Bovington%20Tank%20Museum/Finnish%20Stug%20II..
https://web.facebook.com/terdpong.vannarak.2025