สงครามโลกครั้งที่ 1และครั้งที่2 มีระยะเวลานานเท่าไร?

สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) และสิ้นสุดลงในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) โดยกินเวลานานประมาณ 4 ปี โดยเริ่มต้นจากการลอบปลงพระชนม์อาร์ชดยุกฟรานซ์ เฟอร์ดินันด์ และขยายความขัดแย้งไปทั่วยุโรปและทั่วโลก มีการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายมหาอำนาจกลาง. 

ช่วงเวลาสำคัญ: 

  • เริ่ม: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914)
  • สิ้นสุด: 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918)

เหตุการณ์ที่จุดชนวน: 

  • การลอบปลงพระชนม์อาร์ชดยุกฟรานซ์ เฟอร์ดินันด์ รัชทายาทแห่งออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ที่เมืองซาราเยโว.

ลักษณะของสงคราม:

  • เป็นความขัดแย้งระดับโลกครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจหลายประเทศในยุโรปและทั่วโลก. 

มีการใช้เทคโนโลยีการทหารสมัยใหม่ เช่น รถถัง เครื่องบิน และอาวุธเคมี.  เป็นหนึ่งในสงครามที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งทหารและพลเรือน


  • เริ่มต้น: 1 กันยายน ค.ศ. 1939 (การบุกโปแลนด์ของเยอรมนี). 

สิ้นสุด:

2 กันยายน ค.ศ. 1945 (ญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างเป็นทางการหลังการทิ้งระเบิดปรมาณู). 

ระยะเวลา:

ประมาณ 6 ปี. 

คู่สงคราม:

ฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส จีน) ต่อต้านฝ่ายอักษะ (เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น). 

กรีนแลนด์ คืออะไร? ทำไมทรัมป์อยากได้?

กรีนแลนด์ หรือ กะลาลิตนูนาต เป็นดินแดนทางเหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,175,900 ตารางกิโลเมตร มีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 วิกิพีเดีย

เมืองหลวง: นุก

ทวีป: ทวีปอเมริกาเหนือ

ภาษาทางการ: กรีนแลนด์

ประชากร: 56,836 (พ.ศ. 2567) ธนาคารโลก

สกุลเงิน: โครนเดนมาร์ก

พื้นที่: 2,166,000 ตร.กม.

กลุ่มชาติพันธุ์ (2563): 89.5% อินูอิต (ชนพื้นเมือง); 7.5% เดนมาร์ก; 1.1% นอร์ดิก; 1.9% อื่น ๆ

กรีนแลนด์ (Greenland) เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกและมหาสมุทรแอตแลนติก แม้ทางภูมิศาสตร์จะตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในทางการเมือง กรีนแลนด์เป็น “ดินแดนปกครองตนเอง” ภายใต้อธิปไตยของ ประเทศเดนมาร์ก 

เหตุผลที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสนใจและอยากซื้อกรีนแลนด์ (ซึ่งเขาเคยเสนอไอเดียนี้ในปี 2019 และกลับมาพูดถึงอีกครั้งในช่วงปี 2024-2025) มีเหตุผลสำคัญหลักๆ 4 ประการ ดังนี้..

1. ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทหาร (Geopolitical Strategy)

กรีนแลนด์ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และรัสเซีย ทำให้มีชัยภูมิที่สำคัญมากในการควบคุมพื้นที่อาร์กติก

  • ฐานทัพอากาศพิทูฟฟิก (Pituffik Space Base): เดิมชื่อฐานทัพอากาศธูเล (Thule Air Base) เป็นฐานทัพที่ตั้งอยู่เหนือสุดของสหรัฐฯ ใช้เป็นสถานีเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าหากมีการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปจากรัสเซียหรือขั้วโลกเหนือ
  • การเฝ้าระวัง: เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้สหรัฐฯ และ NATO ควบคุมเส้นทางเดินเรือและกิจกรรมทางทหารในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือได้

2. ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล (Natural Resources)

ภายใต้ชั้นน้ำแข็งหนาทึบของกรีนแลนด์ เชื่อกันว่าเป็นขุมทรัพย์ทรัพยากรที่ยังไม่มีใครแตะต้อง..

  • แร่หายาก (Rare Earth Minerals): กรีนแลนด์มีแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการผลิตสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีทางการทหาร ซึ่งปัจจุบันจีนเป็นผู้ผูกขาดตลาดนี้อยู่
  • น้ำมันและก๊าซ: คาดการณ์ว่ามีแหล่งพลังงานมหาศาลอยู่ใต้ท้องทะเล
  • น้ำแข็งที่ละลาย: ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลายจนเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น และอาจเปิด เส้นทางเดินเรือใหม่ (Northwest Passage) ที่ช่วยร่นระยะเวลาเดินทางระหว่างเอเชียกับยุโรป

3. การคานอำนาจกับรัสเซียและจีน

ปัจจุบันรัสเซียกำลังขยายอิทธิพลทางทหารในเขตอาร์กติกอย่างหนัก ขณะที่จีนก็ประกาศตัวเป็น “รัฐใกล้ขั้วโลก” และพยายามเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในกรีนแลนด์ สหรัฐฯ จึงต้องการแสดงตัวเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมพื้นที่เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของคู่แข่ง

4. มุมมอง “นักอสังหาริมทรัพย์” ของทรัมป์

ทรัมป์มองการซื้อดินแดนเหมือนกับการทำข้อตกลงทางธุรกิจครั้งใหญ่ (The Art of the Deal) โดยเขามองว่ากรีนแลนด์เป็นภาระทางเศรษฐกิจของเดนมาร์ก (ที่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนทุกปี) แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับสหรัฐฯ เหมือนกับการที่สหรัฐฯ เคยซื้อ รัฐอะแลสกา จากรัสเซียเมื่อปี 1867 ซึ่งในตอนนั้นคนก็มองว่าบ้า แต่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่ามหาศาล


หมายเหตุ: อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลเดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างชัดเจนมาโดยตลอด โดยระบุว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” เนื่องจากชาวกรีนแลนด์เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิในความเป็นชาติของตนเอง ไม่ใช่สินค้า

การใช้ไม้ซุงมาทำเป็นเกราะเสริมรถถัง หรือเรียกกันว่า “Log Armor”(เกราะซุง)

การใช้ไม้ซุงมาทำเป็นเกราะเสริมรถถัง หรือเรียกกันว่า “Log Armor”(เกราะซุง) นั้นมีประวัติการใช้ที่น่าสนใจ โดยไม่ได้ถูกสร้างมาตั้งแต่ต้นจากโรงงาน แต่เป็นความพยายามในการ “ดัดแปลง” ของทหารในสนามรบ

จุดเริ่มต้นและช่วงเวลาที่นิยมใช้ มีดังนี้..

​1. สงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุคที่แพร่หลายที่สุด)

​นี่คือช่วงเวลาที่การใช้ไม้หุ้มรถถังเป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์หลักต่างกันไปในแต่ละสมรภูมิ:

​แนวรบด้านตะวันออก (โซเวียต vs เยอรมนี): ทหารโซเวียตมักนำท่อนซุงขนาดใหญ่มาผูกไว้ข้างรถถัง T-34 ไม่ใช่แค่เพื่อกันกระสุน แต่ประโยชน์หลักคือเอาไว้ “รองใต้ล้อ” เวลารถถังติดหล่มโคลนหรือหิมะ (Unditching log) อย่างไรก็ตาม มันก็ช่วยลดแรงปะทะของกระสุนหัวระเบิดได้บ้าง

​สมรภูมิแปซิฟิก (สหรัฐฯ vs ญี่ปุ่น): ทหารอเมริกันบนรถถัง M4 Sherman นิยมเอาแผ่นไม้หนาๆ มาแปะข้างตัวรถเพื่อป้องกัน “ระเบิดแม่เหล็ก” และ “ระเบิดขวด” ของทหารญี่ปุ่น ไม้จะช่วยสร้างระยะห่างไม่ให้แม่เหล็กดูดติดเหล็ก และป้องกันความร้อนจากระเบิดเพลิง

​2. สงครามเวียดนาม

​ในช่วงนี้มีการใช้ไม้ในลักษณะของ “เกราะเว้นระยะ” (Spaced Armor) เพื่อป้องกันหัวรบแบบ RPG-7 ซึ่งเป็นระเบิดแรงสูงที่มีอำนาจเจาะทะลวง (HEAT) การที่หัวรบกระทบไม้ก่อนจะทำให้การโฟกัสของลำแสงเจ็ทความร้อนผิดเพี้ยนไปก่อนจะถึงเกราะเหล็กจริง

​ทำไมต้องใช้ไม้? (ประสิทธิภาพจริงเป็นอย่างไร)

​แม้ว่าไม้จะไม่สามารถหยุดกระสุนเจาะเหล็กตรงๆ ได้ แต่ทหารเลือกใช้เพราะ:

หาง่าย: หาได้จากป่าหรือซากสิ่งก่อสร้างรอบตัว

​น้ำหนักเบา: ไม่ทำให้เครื่องยนต์ภาระหนักเกินไปเหมือนการเชื่อมแผ่นเหล็กเพิ่ม

​ป้องกันระเบิดติดตัว: ป้องกันระเบิดแบบเหนียว (Sticky bombs) หรือแม่เหล็กไม่ให้ติดกับตัวรถถังโดยตรง

​เชิงจิตวิทยา: ช่วยให้พลประจำรถรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเห็นว่ามีอะไรกั้นระหว่างพวกเขากับศัตรู

​ข้อเสียที่ร้ายแรง

​ในความเป็นจริง เกราะไม้มีข้อเสียที่น่ากลัวคือ “มันติดไฟได้” หากถูกยิงด้วยกระสุนเพลิงหรือระเบิดขวด รถถังอาจกลายเป็นกองไฟเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อพลขับอย่างมาก..

​ในปัจจุบัน เราจะไม่ค่อยเห็นเกราะไม้แล้ว เพราะเทคโนโลยีเกราะสมัยใหม่เช่น เกราะปฏิกิริยา (ERA) หรือ เกราะคอมโพสิต มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

สำหรับประเทศไทย การนำไม้มาใช้เป็นเกราะเสริมหรือการดัดแปลงรถถังด้วยไม้นั้น มีปรากฏให้เห็นชัดเจนในช่วง สงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2502 – 2518) และต่อเนื่องมาถึงช่วงการสู้รบตามแนวชายแดนในยุค ปราบปรามคอมมิวนิสต์

​จุดประสงค์และบริบทการใช้ในไทยมีดังนี้..

​1. การใช้ในสงครามเวียดนาม (กองพลอาสาสมัคร “จงอางศึก” และ “เสือดำ”)

​ทหารไทยที่ไปรบในเวียดนามได้รับอิทธิพลการดัดแปลงรถถังมาจากกองทัพสหรัฐฯ โดยรถถังหลักที่ไทยใช้ในขณะนั้นคือ M41 Walker Bulldog และรถสายพานลำเลียงพล M113

​การดัดแปลง: มีการนำท่อนไม้หรือซุงขนาดพอเหมาะมาผูกไว้ข้างตัวรถ M113 เพื่อเสริมการป้องกันจากการซุ่มโจมตีด้วยปืนต่อสู้รถถัง (RPG-2 หรือ RPG-7) ของเวียดกง

​เหตุผล: เนื่องจาก M113 มีเกราะเป็นอลูมิเนียมซึ่งค่อนข้างบาง ไม้จะช่วยกระตุ้นให้หัวรบระเบิดทำงานก่อนจะถึงตัวเกราะเหล็ก (Spaced Armor) ช่วยลดอำนาจการเจาะทะลวงได้ในระดับหนึ่ง

​2. การใช้ในภารกิจตามแนวชายแดนไทย (พ.ศ. 2510 – 2520 กว่าๆ)

​ในช่วงที่มีการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในพื้นที่ป่าเขา เช่น ภูหินร่องกล้า หรือดอยยาว-ดอยผาหม่น รถสายพานลำเลียงพล M113 ของกองทัพบกไทยมักมีการนำ “ท่อนไม้” มาติดตั้งไว้

​ประโยชน์หลัก (Unditching Log): ในไทยไม้เหล่านี้มักถูกใช้เป็น “ไม้รองแทรค” มากกว่าจะเป็นเกราะเพียงอย่างเดียว เพราะสภาพภูมิประเทศของไทยเป็นดินโคลนและป่าดิบชื้น รถถังมักจะติดหล่ม ทหารจึงต้องพกท่อนซุงขนาดใหญ่ไว้ข้างรถเพื่อเอาไว้สอดใต้สายพานให้รถปีนออกจากหล่มได้

​ผลพลอยได้: เมื่อผูกไว้ข้างรถ มันจึงทำหน้าที่เป็นเกราะเสริม (Improvised Armor) ไปในตัว

​สรุป

​ไทยเริ่มใช้วิธีนี้อย่างจริงจังตามแบบอย่างกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ ช่วงปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา โดยเน้นไปที่รถเกราะขนาดเบาอย่าง M113 มากกว่ารถถังหลัก และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ควบคู่กันทั้งการป้องกันอาวุธต่อสู้รถถังและการกู้รถขณะติดหล่ม

​ในปัจจุบัน รถถังของไทย (เช่น Oplot-T หรือ VT-4) ใช้เกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด (ERA) และเกราะคอมโพสิตสมัยใหม่

cr: https://www.wearethemighty.com/articles/5-types-of-extra-armor-added-to-tanks-during-wwii/
https://photos.jibble.org/Vehicles/Tanks/Bovington%20Tank%20Museum/Finnish%20Stug%20II..
https://web.facebook.com/terdpong.vannarak.2025

FA-50 (Korea)เครื่องบินขับไล่/ฝึกสมรรถนะสูง รุ่น T-50TH ของกองทัพอากาศไทย

FA-50 ของไทย คือ เครื่องบินขับไล่/ฝึกสมรรถนะสูง รุ่น T-50TH ที่กองทัพอากาศไทยจัดหามาใช้งาน เพื่อภารกิจฝึกนักบินขั้นสูงและภารกิจโจมตีเบา โดยเป็นรุ่นที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้เทียบเท่ากับ FA-50 Block 10 มีปืนกล 20 มม. และติดตั้งระบบชี้เป้า Sniper ATP ทำให้มีความทันสมัยและใช้งานได้หลากหลาย. 

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ FA-50 (T-50TH) ของไทย:

  • ผู้ผลิต: บริษัท Korea Aerospace Industries (KAI) ร่วมกับ Lockheed Martin.
  • บทบาท: เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา และเครื่องบินฝึกนักบินขั้นสูง.
  • จำนวน: กองทัพอากาศไทยมีประจำการแล้ว 14 ลำ และมีแผนจัดหาเพิ่มอีก 2 ลำในอนาคต.
  • ประจำการ: ฝูงบิน 401 กองบิน 4 (ตาคลี).
  • ความสามารถ:
    • ความเร็วเหนือเสียง (Supersonic).
    • มีปืนกล M-197 ขนาด 20 มม. 3ลำกล้อง.
    • สามารถติดตั้งกระเปาะชี้เป้า Sniper ATP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตี.
    • สามารถติดตั้งอาวุธได้หลากหลาย เช่น ระเบิดนำวิถี, จรวด. 

ทำไมถึงเรียกว่า FA-50 สำหรับกองทัพอากาศไทย:
แม้จะเรียกว่า T-50TH ในแง่ของการจัดหา แต่ได้รับการปรับปรุงให้มีขีดความสามารถเทียบเท่ารุ่นโจมตี FA-50 Block 10 จึงเป็นที่รู้จักในฐานะเครื่องบินรบที่มีความสามารถครบครันสำหรับกองทัพอากาศไทย 

เครื่องบินฝึก T-50/TA-50 โกลเดนอีเกิล

T-50 ถูกออกแบบเพื่อเป็นเครื่องบินไอพ่นความเร็วเหนือเสียงเพื่อภารกิจฝึกไอพ่นขั้นสูงและฝึกขับไล่ขั้นต้น ตัวเครื่องมีระบบควบคุมการบิน Fly-by-Wire แบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ห้องนักบินติดตั้งจอแสดงผลแบบ MFD และ HUD เช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ ทำให้นักบินสามารถถ่ายทอดทักษะไปยัง F-16, F-35 หรือเครื่องบินขับไล่รุ่นอื่นจากสหรัฐโดยตรง

TA-50 เป็นรุ่นเพิ่มขีดความสามารถ โดยติดตั้งเรดาร์ Pulse-Doppler สามารถตรวจจับเป้าหมายทางอากาศและภาคพื้นได้ พร้อมรองรับมิสไซล์อากาศสู่อากาศ แบบ AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ และมิสไซล์อากาศสู่ผิวพื้นแบบ AGM-65 มาเวอร์ริก รวมถึงระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์และดาวเทียม T-50/TA-50 ติดตั้งเครื่องยนต์ F404-GE-102 ที่มีกำลังขับสูงช่วยให้มีสมรรถนะการบินเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่เบา สามารถทำภารกิจคุ้มกันน่านฟ้า การโจมตีสนับสนุนภาคพื้น และการลาดตระเวนติดอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

เครื่องบินขับไล่เบา FA-50 ไฟทิงอีเกิล

FA-50 Block 1/2

FA-50 Block 1 เป็นรุ่นขับไล่เวอร์ชันแรกที่พัฒนาจาก TA-50 โดยติดตั้งเรดาร์ EL/M-2032 ทำให้ตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศและภาคพื้นได้ดียิ่งขึ้น อาวุธที่รองรับมีทั้ง AIM-9, AGM-65, ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 และระเบิดธรรมดา จึงเหมาะกับการปฏิบัติการรบเบา การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด และคุ้มกันน่านฟ้าในระดับพื้นฐาน ต่อมาใน Block 2 มีการติดตั้งเดต้าลิงก์ Link-16 รับส่งข้อมูลขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ยังรองรับระเบิด JDAM (GBU-31/32/38), CBU และสามารถติดกระเปาะชี้เป้า

FA-50 Block 10/50

FA-50 ทอ.เกาหลีใต้

FA-50 Block 10 ยังคงใช้เรดาร์เหมือน Block 1 (แต่สามารถอัปเกรดเป็น AESA) บล็อกนี้เสริมขีดความสามารถด้านอาวุธแม่นยำและระบบภารกิจ มีการเพิ่มกระเปาะชี้เป้า AN/AAQ-33 Sniper ทำให้สามารถใช้ระเบิด GBU-12 Paveway II (500 ปอนด์) ได้ด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งการชี้เป้าจากภายนอก นอกจากนี้ยังรองรับ AIM-9 Sidewinder, AGM-65 Maverick และอาวุธทิ้งสู่พื้น

Block 50 พัฒนาต่อจาก Block 10 ใช้เรดาร์เหมือนเดิม เพิ่มเครื่องรับสัญญาณเรดาร์ (RWR) เพื่อให้นักบินรู้ตัวเมื่อถูกล็อกเป้า รวมถึงติดตั้งระบบตรวจจับไฟไหม้และอุปกรณ์ปล่อยเป้าลวง (chaff/flare) รองรับเดต้าลิงก์ Link-16 ขั้นสูงกว่าซึ่งทำงานประสานกับระบบเตือนภัย

FA-50 Block 20/70

Block 20 เป็นบล็อกที่เปิดประตูสู่การรบสมัยใหม่ ก้าวขึ้นสู่การเป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ บล็อกนี้เริ่มติดตั้งเรดาร์ AESA ซึ่งตรวจจับดีขึ้นและทนต่อการก่อกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผสมกับซอฟต์แวร์ใหม่ทำให้ บล็อกนี้รองรับมิสไซล์ AIM-120 AMRAAM สำหรับการยิงนอกระยะสายตา และรองรับ AGM-88E AARGM สำหรับการข่มการป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก

Block 70 ใช้เรดาร์ AESA รุ่นเดียวกับ Block 20 แต่เป็นสเปกที่ขยายขีดความสามารถให้ทำงานร่วมกับจอภาพแบบติดหมวก (HMD) ระบบอิเล็กทรอนิกส์ประมวลผลเร็วขึ้น รองรับมิสไซล์ AIM‑9X ที่ล็อกเป้าได้เพียงแค่หันศรีษะไปมองเป้าหมาย

กองทัพอากาศไทย

การจัดหา T-50/FA-50 ของกองทัพอากาศไทยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะมีความแตกต่างกัน ระยะที่ 1 เป็นการจัดหา T-50TH จำนวน 4 ลำ เข้าประจำการในปี 2015 เพื่อใช้ฝึกขับไล่ขั้นต้น รุ่นนี้ยังไม่มีเรดาร์หรือระบบอาวุธ จึงเหมาะสำหรับการฝึกต้นก่อนขึ้นใช้งานเครื่องบินขับไล่จริง ต่อมาในระยะที่ 2 จัดหา T-50TH เพิ่มเติม 8 ลำ แต่ได้รับการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในบางส่วนให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังไม่สามารถติดมิสไซล์ ต่อมาในระยะที่ 3 กองทัพอากาศปรับปรุงเครื่องบินเดิมจำนวน 2 ลำให้มีขีดความสามารถเทียบเท่า Block 10 โดยติดตั้งเรดาร์ EL/M-2032 ระบบ RWR และระบบเป้าลวง ทำให้สามารถใช้อาวุธบางอย่าง ต่อมาในระยะที่ 4 เป็นการจัดหา FA-50TH Block 10 อีก 2 ลำ

cr: https://th.wikipedia.org/wiki/T-50
https://www.google.com/TifNjcjGpeS_GVLXuv1

10 อันดับเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดในโลก ปี 2568 Gripenก็ติดอันดับ

“10 อันดับเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดในโลก (มุมมองปี 2025)” พร้อมรายละเอียดแบบย่อและแหล่งอ้างอิง(อันดับอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามหน่วยงานที่จัดลำดับในความสำคัญแต่ละเรื่อง) ..

best fighter jet in the world

  1. Lockheed Martin F-22 Raptor (สหรัฐฯ)
    บทบาท: ครองอากาศ/โจมตีจำกัด | เข้าประจำการ: 2005
    จุดเด่น: ล่องหนขั้นสูง, ซูเปอร์ครูซ, เรดาร์ AESA AN/APG-77, ฟิวชันเซนเซอร์ระดับสูงสุดสำหรับยุค 5th gen ด้านอากาศสู่อากาศ.

  2. Lockheed Martin F-35A/B/C Lightning II (สหรัฐฯ)
    บทบาท: อเนกประสงค์ “omni-role” | เข้าประจำการ: 2015–ปัจจุบัน
    จุดเด่น: ล่องหน+ฟิวชันเซนเซอร์, DAS/EO-DAS, AN/APG-81 AESA, เครือข่าย-ศูนย์กลาง; โครงการอัปเกรด Block 4 ยังเดินหน้าเพิ่มอาวุธ/เซนเซอร์. Lockheed MartinThe Aviationist

  3. Chengdu J-20 “Mighty Dragon” (จีน)
    บทบาท: ครองอากาศ/สกัดกั้น-ระยะไกล | เข้าประจำการ: ~2017–ปัจจุบัน
    จุดเด่น: ล่องหน, AESA, ขีปนาวุธ PL-15 ระยะไกล; ขนาดกองกำลังและสมรรถนะพัฒนาต่อเนื่องตามการประเมินของ Janes/รายงานเปิดเผย. Default

  4. Sukhoi Su-57 “Felon” (รัสเซีย)
    บทบาท: อเนกประสงค์ยุคที่ 5 | เข้าประจำการ: ผลิตต่อเนื่องจำนวนจำกัด
    จุดเด่น: ความคล่องตัวสูง+เวกเตอร์แรงขับ, เซนเซอร์หลายแบนด์, บรรทุกอาวุธภายใน; ผู้ผลิตยืนยันการส่งมอบล็อตใหม่ในปี 2024–25. uacrussia.rurostec.ru

  5. Dassault Rafale F4 (ฝรั่งเศส)
    บทบาท: “omni-role” สมดุลอากาศ-พื้น | สถานะ: มาตรฐาน F4.1 เข้าประจำการแล้ว
    จุดเด่น: การเชื่อมต่อ/ฟิวชันข้อมูลดีขึ้น, HMD Thales Scorpion, อาวุธ MICA-NG/AASM, การป้องกันตนเอง SPECTRA รุ่นปรับปรุง. Dassault AviationAviation International NewsThales Group

  6. Eurofighter Typhoon (ECRS Mk 1/Mk 2) (ยุโรป)
    บทบาท: ครองอากาศ-มัลติโรล | สถานะ: อัปเกรดเรดาร์ Captor-E เริ่มใช้งาน/ทดสอบ
    จุดเด่น: AESA บนฐานหมุน “กวาดมุมกว้าง” (wide field-of-regard) ช่วยสแกนพร้อมทำ EW; โครงการ Mk 2 ของสหราชอาณาจักรกำลังบูรณาการ. AirbusThe War ZoneEurofighter Typhoon

  7. Boeing F-15EX “Eagle II” (สหรัฐฯ)
    บทบาท: ครองอากาศ/บรรทุกอาวุธหนัก | สถานะ: ส่งมอบและเข้าประจำการเพิ่ม
    จุดเด่น: เรดาร์ AESA AN/APG-82(V)1, ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EPAWSS, เพย์โหลดมาก/พิสัยไกล เหมาะยิงอาวุธ BVR จำนวนนับมาก. MediaRoom

  8. Boeing F/A-18E/F Super Hornet Block III (สหรัฐฯ)
    บทบาท: เรือบรรทุกเครื่องบิน/มัลติโรล | สถานะ: Block III ผลิตใหม่+ปรับปรุงฝูงบิน
    จุดเด่น: โครงสร้างยืดอายุ, ห้องนักบิน 10×19 นิ้ว, ลิงก์-ข้อมูล/คอมพิวต์ DTP-N, การเซนเซอร์แบบเครือข่าย, เตรียมรองรับ IRST21. WikipediaThe Aviationist

  9. Saab JAS 39E “Gripen E” (สวีเดน/บราซิล)
    บทบาท: มัลติโรลน้ำหนักเบา/คุ้มค่า | สถานะ: ส่งมอบให้สวีเดน-บราซิล, เข้าฝึก-ปฏิบัติการ
    จุดเด่น: เรดาร์ AESA Raven ES-05 (หน้ากากหมุน ให้ FoR กว้างกว่า ±100°), IRST Skyward-G, สงครามอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่, ค่าดำเนินงานต่ำ. Start+1leonardo.us

  10. Lockheed Martin F-16V Block 70/72 (สหรัฐฯ)
    บทบาท: มัลติโรล “Gen 4.5” | สถานะ: สายการผลิตใหม่/ส่งออกกว้าง
    จุดเด่น: เรดาร์ AESA APG-83, จอใหญ่ “Center Display Unit”, โครงสร้างอายุยืน, อัพเกรดยุทธวิธีสอดคล้องยุคเครือข่าย-ศูนย์กลาง. MediaRoom

หมายเหตุวิธีจัดอันดับ (ย่อ): พิจารณาความสมบูรณ์การปฏิบัติการ (operational maturity), ความล่องหน/เซนเซอร์/ฟิวชันข้อมูล, ความสามารถอากาศสู่อากาศระยะไกล (BVR) และศักยภาพอัปเกรดในทศวรรษหน้า โดยหลีกเลี่ยงแบบที่ยังไม่เข้าประจำการเต็มรูปแบบ.

เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของ B-2 Spirit หนึ่งในเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีความฉลาดและร้ายกาจที่สุดในโลก

เครื่องบินขับไล่ล่องหน Stealth Fighter F-22 Raptor GEN. 5 ของสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมขายให้ทุกประเทศ

เครื่องบิน F-22 Raptor เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน (Stealth Fighter) รุ่นที่ 5 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ที่พัฒนาโดย Lockheed Martin ร่วมกับ Boeing จุดเด่นคือเป็นเครื่องบินที่รวมความสามารถทั้งด้าน ความเร็ว, การล่องหน, ความคล่องตัวสูง และระบบอาวุธล้ำสมัย


รายละเอียดสำคัญของ F-22 Raptor

🔹 ข้อมูลทั่วไป

  • ประเภท: เครื่องบินขับไล่ครองอากาศ (Air Superiority Fighter) + โจมตีภาคพื้น (Multirole)

  • ผู้ผลิต: Lockheed Martin (หลัก), Boeing, Pratt & Whitney (เครื่องยนต์)

  • เข้าประจำการ: ปี ค.ศ. 2005

  • จำนวนสร้างทั้งหมด: ประมาณ 195 ลำ (รวมเครื่องต้นแบบ)

  • ราคา: ประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ลำ (ไม่รวมค่า R&D)


🔹 ข้อมูลทางเทคนิค

  • ความยาว: 18.92 เมตร

  • ความกว้างปีก: 13.56 เมตร

  • ความสูง: 5.08 เมตร

  • น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด (MTOW): ~38,000 กิโลกรัม


Geran-2 โดรนพลีชีพของรัสเซีย บินได้ไกล1,000–2,000 กม. บรรทุกหัวรบน้ำหนัก 30–50 กก.

🔹 เครื่องยนต์

  • Pratt & Whitney F119-PW-100 จำนวน 2 เครื่อง

  • มี Thrust Vectoring (หันทิศทางแรงขับ) ช่วยให้เคลื่อนที่ได้คล่องตัวสูงมาก

  • แรงขับรวม: 70,000 ปอนด์ (31,750 กิโลกรัมแรง)

  • Supercruise: สามารถบินเร็วเหนือเสียงได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้ Afterburner


🔹 สมรรถนะ

  • ความเร็วสูงสุด: Mach 2.25 (~2,410 กม./ชม.)

  • เพดานบิน: >20,000 เมตร

  • รัศมีปฏิบัติการ: ~850 กม. ต่อภารกิจ (Combat radius)

  • พิสัยบินไกลสุด: ~2,960 กม.


🔹 ระบบเรดาร์และอิเล็กทรอนิกส์

  • เรดาร์ AN/APG-77 AESA (Active Electronically Scanned Array)

  • ระบบ Stealth ลดการสะท้อนเรดาร์

  • มี Sensor Fusion รวมข้อมูลจากเรดาร์, IR, และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์


🔹 อาวุธ

📍 ติดตั้งภายใน (เพื่อคงความล่องหน):

  • ปืนกล M61A2 Vulcan 20 มม. (450 นัด)

  • อาวุธอากาศสู่อากาศ: AIM-120 AMRAAM, AIM-9 Sidewinder

  • อาวุธโจมตีภาคพื้น: JDAM, Small Diameter Bomb

📍 ติดตั้งภายนอก (เมื่อไม่เน้นล่องหน):

  • ขีปนาวุธ, ระเบิดนำวิถี, ถังเชื้อเพลิงเสริม


🔹 จุดเด่น

  1. ล่องหน – ยากต่อการตรวจจับด้วยเรดาร์ศัตรู

  2. Supercruise – บินเร็วเหนือเสียงได้ยาวนานโดยไม่ใช้เชื้อเพลิงสิ้นเปลืองมาก

  3. คล่องตัวสูง – ด้วย Thrust Vectoring และการออกแบบแอโรไดนามิก

  4. ระบบ Avionics ล้ำสมัย – รวมข้อมูลจากหลายเซ็นเซอร์ให้นักบินตัดสินใจได้เร็ว


🔹 ข้อจำกัด

  • ราคาแพงมาก ทำให้การผลิตหยุดในปี 2012

  • สหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้ส่งออก (แตกต่างจาก F-35 ที่ขายพันธมิตรได้)

  • เทคโนโลยีบางอย่างเริ่มถูกท้าทายจาก F-35, Su-57 (รัสเซีย), J-20 (จีน)

Geran-2 โดรนพลีชีพของรัสเซีย บินไกลนับพันกิโลเมตร บรรทุกหัวรบ 30–50กก. ทำลายล้างสูง

โดรนพลีชีพของรัสเซีย บินได้ไกล1,000–2,000 กม. บรรทุกหัวรบน้ำหนัก 30–50 กก.

รุ่นหลักที่รัสเซียใช้งานGeran-2 (Shahed-136 ของอิหร่าน)

.

Geran-2 (Shahed-136 เวอร์ชันรัสเซีย)

โครงสร้างและระบบหลัก

  • ระบบนำวิถี (Navigation)

    • ใช้ GLONASS (ดาวเทียมนำทางของรัสเซีย) ผสมกับ GPS/INS เพื่อความแม่นยำ

    • INS (Inertial Navigation System) ทำงานเมื่อ GPS ถูกรบกวนด้วย ระบบต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (anti-jamming)

    • เวอร์ชันใหม่ติด กล้องอินฟราเรด + คอมพิวเตอร์วิชั่น เพื่อบินกลางคืนและเลือกเป้าหมายท้ายภารกิจ

  • ระบบขับเคลื่อน

    • เครื่องยนต์ลูกสูบ MD550 หรือเทียบเท่า (2 สูบ, 50–55 แรงม้า) ใช้น้ำมันเบนซิน (AVGAS)

    • ใบพัดแบบ push-prop ติดท้าย

  • ระบบควบคุม

    • ปกติเป็น autopilot ใช้เส้นทางที่ตั้งค่าไว้ (waypoints)

    • รุ่นอัปเกรดสามารถรับคำสั่งปรับทิศทางผ่านลิงก์ดาวเทียม (บางรายงานอ้างว่ามีการใช้ Starlink หรือเทียบเท่า)

  • ระบบสื่อสาร

    • ลิงก์วิทยุคลื่น UHF/VHF หรือดาวเทียม ใช้สำหรับอัปเดตเป้าหมายในขั้นตอนสุดท้าย

  • ระบบบรรทุกอาวุธ

    • หัวรบแรงสูง (HE) 30–50 กก., มีทั้งแบบระเบิดกระจาย (fragmentation) และเทอร์โมบาริก

  • เป็นโดรนที่พัฒนามาจาก Shahed‑136 ของอิหร่าน แต่รัสเซียผลิตเองในชื่อ Geran‑2 โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยีภายในแบบ GLONASS และควบคุมผลิตภัณฑ์เอง PBS+15Wikipedia+15The Washington Post+15

  • ตัวโดรนมีความยาว ~3.5 m และปีกกว้าง ~2.5 m

  • ความเร็วบินประมาณ 185 กม./ชม. พิสัยสูงสุดประมาณ 1,000–2,000 กม. (ต่างยอมรับกันว่าไกลสุด 2,000 กม.) Wikipediavietnam.vnVoice of America

  • บรรทุก หัวรบน้ำหนัก 30–50 กก., บางเวอร์ชันเตรียมติดตั้งเทอร์โมบาริกเพื่อทำลายที่มั่น

  • มีระบบกล้องอินฟราเรด และระบบควบคุมภาพอัลกอริธึม ใช้ในภารกิจกลางคืนและแม่นยำขึ้น

ZALA Lancet (Item 51/52/53)

  • ผลิตโดยบริษัท ZALA Aero (ภายใต้ Kalashnikov) ตั้งแต่ปี 2019

  • มีพิสัยบิน ~40 กม., บรรทุกหัวรบ 3–5 กก., ความเร็วบินจาก 110 กม./ชม. และดิ่งลงถึง 300 กม./ชม.

  • แบ่งเป็นรุ่น Lancet‑1, Lancet‑3, Product‑53 (หรือ Izdeliye‑53) ซึ่งมีการพัฒนาความสามารถอัตโนมัติ และส่งเป็นกลุ่ม (swarm) ได้

  • ใช้ระบบนำวิถีภาพ (TV-guidance) ซึ่งผู้ควบคุมสามารถเลือกเป้าหมายช่วงท้ายภารกิจได้

  • เคยใช้โจมตีรถถัง T‑84 และอุปกรณ์ป้องกันทางอากาศ Stormer HVM


จุดแข็งและกลยุทธ์การใช้งาน

  • ต้นทุนต่ำ: Geran‑2 มีราคาผลิตในรัสเซียประมาณ $20,000–35,000 เหรียญ/หน่วย ส่วน Shahed‑136 ดั้งเดิมอยู่ที่ $193,000/หน่วย แต่ต้นทุนจริงอาจต่ำกว่า

  • ใช้เพื่อปฏิบัติการขนาดใหญ่: โดรนถูกส่งเข้าทำลายโครงสร้างพื้นฐาน, จุดยุทธศาสตร์ และสร้างผลทางจิตวิทยาให้ศัตรู

  • ผลิตจำนวนมาก: โรงงานในเมือง Yelabuga รัสเซียประกาศสามารถผลิต Geran‑2 จำนวนหลายหมื่นตัว และแม้จะใช้แรงงานเยาวชน

  • ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: เพิ่มความสามารถในการบินกลางคืน, ใช้เซ็นเซอร์อินฟราเรด, ติดดาวเทียม Starlink เพื่อควบคุมระยะไกลขึ้น และอื่น ๆ


บทบาทในสนามรบ

  • Lancet ถูกใช้แพร่หลายโดยกองกำลังรัสเซียเพื่อโจมตีรถถัง, ปืนครก, และอุปกรณ์ทหารของยูเครนโดยตรง

  • Geran‑2 ถูกใช้ในปฏิบัติการกลางคืนและโจมตีโครงสร้างพลเรือน เช่น โครงข่ายพลังงาน น้ำ และอาคารยุทธศาสตร์ในเคียฟ WikipediaISPI


.

. .

เปรียบเทียบสรุป

รุ่น พิสัยบิน หัวรบ ความเร็ว (บิน/ดิ่ง) จุดเด่น
Geran-2 ~1,000–2,000 กม. 30–50 กก. ~185 กม./ชม. ระยะไกล, ราคาต่ำ, กลางคืน
Lancet-3 ~40 กม. ~3–5 กก. 110/300 กม./ชม. ควบคุมภาพ, swarm, ใช้ยิงตรง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชา กำลังพิจารณาซื้อโดรนจากจีน(ปี2024)

เบื้องต้นมีรายงานชัดเจนว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชา กำลังพิจารณาซื้อโดรนจากจีนซึ่งเป็นโดรนลาดตระเวนระยะไกล (long‑endurance surveillance UAV) โดยระบุรุ่นเบื้องต้นดังนี้..


△CW‑40D สามารถบังคับได้ไกลกว่าร้อยก.ม.

📌 ยี่ห้อ/รุ่นที่กัมพูชากำลังพิจารณา

  • CW‑15 และ CW‑40 — โดรนสอดแนมระยะไกล ที่ผลิตโดย China National … (ชื่อบริษัทเต็มยังไม่เปิดเผยชัดเจนในสื่อ)
    รายงานระบุว่ากำลังอยู่ในขั้นตอน ศึกษาและพิจารณาการจัดหา โดยเน้นด้านการลาดตระเวนบินระยะไกลเพื่อเสริมความมั่นคงของประเทศในปี 2024–25 khmertimeskh.com+1en.wikipedia.org+1


🔍 รายละเอียดที่ทราบ

  • ยังไม่มีรายงานยืนยันว่ากัมพูชาได้สั่งซื้อหรือได้รับมอบโดรนทั้งสองรุ่นแล้ว — ขณะนี้เป็นแค่ การพิจารณาในขั้นต้น เท่านั้น

  • ยังไม่มีข้อมูลทางการว่ารุ่น CW-15 หรือ CW-40 ถูกนำเสนอผ่านข้อตกลงรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) หรือผ่านรัฐวิสาหกิจด้านอาวุธของจีน เช่น CASC หรือ AVIC

  • จึงยังไม่รู้ชัดว่า CW-15/40 มีความสามารถครบวงจร เช่น ระบบติดตั้งกล้องความร้อน, ใช้ SatCom, payload สูง, และสามารถบรรทุกอาวุธ (strike-capable) หรือไม่ ?— แต่ดูเหมือนจะเน้นไปที่ โดรนลาดตระเวนไม่ติดอาวุธ (surveillance only)


✅ สรุป

รายละเอียด ข้อมูล
รุ่นที่เกี่ยวข้อง CW-15, CW-40
สถานะ อยู่ในขั้นตอนพิจารณา (ไม่ยืนยันว่าซื้อจริง)
วัตถุประสงค์ ลาดตระเวน, การเฝ้าตรวจสอบระยะไกล
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ขาด ยังไม่ทราบความสามารถด้าน payload, strike-capability, หรือข้อตกลงรายละเอียด

มารู้จักกับ MiG-21 ของกัมพูชา ไม่น่าเชื่อบินเร็วกว่า2,175 กม./ชม. (2มัค)

**  
 MiG-21 (มิโคยัน-กูเรวิช มิก-21 /Mikoyan-Gurevich-MiG-21bis) ที่ใช้งานโดยกองทัพอากาศกัมพูชา (Royal Cambodian Air Force – RCAF) 1. บริบทการใช้งาน MiG-21 ในกัมพูชา
  • ช่วงเวลาที่ใช้งาน: กองทัพอากาศกัมพูชาได้รับ MiG-21 ในช่วงทศวรรษ 1980(พ.ศ.2523) ผ่านความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียตและ/หรือเวียดนาม ในช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลประชาชนกัมพูชา (People’s Republic of Kampuchea) ซึ่งต่อสู้กับกลุ่มเขมรแดง
  • บทบาท: ใช้สำหรับภารกิจป้องกันน่านฟ้า, สนับสนุนการรบภาคพื้นดิน, และฝึกนักบิน
  • จำนวนเครื่องบิน: ไม่มีข้อมูลที่แน่นอน แต่คาดว่ามีจำนวนไม่มาก (อาจประมาณ 4-12 ลำ) เนื่องจากกัมพูชามีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่จำกัด
  • สถานะปัจจุบัน (2025): MiG-21 ไม่น่าจะยังคงประจำการในกองทัพอากาศกัมพูชา เนื่องจากเครื่องบินมีอายุมาก (ผลิตตั้งแต่ทศวรรษ 1950-1980) และขาดการบำรุงรักษาหรืออะไหล่ที่เพียงพอ ข้อมูลจากแหล่งเช่น The Military Balance และรายงานอื่นๆ ไม่มีการระบุว่า MiG-21 ยังใช้งานอยู่ ส่วนใหญ่คาดว่าเครื่องบินเหล่านี้ถูกปลดระวางหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถบินได้ (อาจใช้เป็นเครื่องฝึกหรือจัดแสดง)
2. สเปคทั่วไปของ MiG-21 (รุ่นที่อาจใช้งานในกัมพูชา)เนื่องจากไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารุ่นใดของ MiG-21 ที่กัมพูชาใช้งาน (อาจเป็น MiG-21PF, MiG-21MF, หรือ MiG-21bis ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือจากโซเวียต) ข้อมูลสเปคของ MiG-21MF ซึ่งเป็นรุ่นที่พบได้บ่อยในช่วงเวลาที่กัมพูชาน่าจะได้รับเครื่องบินนี้.. :ข้อมูลทั่วไป
  • ชื่อ: Mikoyan-Gurevich MiG-21MF (NATO reporting name: Fishbed-J)
  • ประเภท: เครื่องบินขับไล่พลังไอพ่นเร็วเหนือเสียง
  • ผู้ผลิต: มิโคยัน-กูเรวิช (สหภาพโซเวียต)
  • ปีที่เริ่มใช้งาน: ต้นทศวรรษ 1970 (รุ่น MF)
  • ลักษณะเด่น: ลำตัวเพรียว, ปีกสามเหลี่ยม (delta wing), ออกแบบเพื่อการต่อสู้ในระยะใกล้ (dogfight) และภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน
สเปคทางเทคนิค
  • ขนาด:
    • ความยาว: 14.7 เมตร (รวมท่อตรวจจับความเร็วที่จมูก)
    • ความกว้างปีก: 7.15 เมตร
    • ความสูง: 4.1 เมตร
  • น้ำหนัก:
    • น้ำหนักเปล่า: 5,843 กก.
    • น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด: 8,825 กก. (พร้อมอาวุธและเชื้อเพลิงเต็ม)
  • เครื่องยนต์: Tumansky R-13-300 เทอร์โบเจ็ท
    • แรงขับ: 39.9 kN (ปกติ), 64.7 kN (เมื่อใช้ afterburner)
  • ความเร็ว:
    • ความเร็วสูงสุด: Mach 2.05 (ประมาณ 2,175 กม./ชม. ที่ระดับสูง)
    • ความเร็วเดินทาง: Mach 0.7-0.8 (ประมาณ 850-1,000 กม./ชม.)
  • พิสัยการบิน:
    • ระยะบิน: 1,100 กม. (พร้อมถังน้ำมันในตัว)
    • ระยะบินสูงสุด: 1,470 กม. (พร้อมถังน้ำมันเสริม)
    • ระยะเวลาบิน: ประมาณ 45 นาที (ขึ้นอยู่กับภารกิจและเชื้อเพลิง)
  • เพดานบิน: 17,800 เมตร (58,400 ฟุต)
  • อัตราการไต่ระดับ: 120 เมตร/วินาที
  • อาวุธ:
    • ปืนใหญ่: ปืน GS-23L ขนาด 23 มม. (กระสุน 200 นัด)
    • จรวด: จรวดอากาศสู่อากาศ เช่น K-13 (R-3S, NATO: AA-2 Atoll) หรือจรวดอากาศสู่พื้น
    • ระเบิด: ระเบิดน้ำหนักรวมสูงสุด 1,000 กก. (เช่น ระเบิด FAB-250)
    • จุดติดตั้งอาวุธ: 4 จุดใต้ปีกและ 1 จุดใต้ลำตัว
  • ระบบอิเล็กทรอนิกส์:
    • เรดาร์: RP-21 Sapfir (สำหรับตรวจจับเป้าหมายและนำวิถีจรวด)
    • ระบบนำทาง: ระบบวิทยุและไจโรสโคปพื้นฐาน
  • ลูกเรือ: 1 คน (นักบิน)
ลักษณะเด่นและข้อจำกัด
  • จุดเด่น:
    • ออกแบบให้บินด้วยความเร็วเหนือเสียงและมีความคล่องตัวสูงในการต่อสู้ระยะใกล้
    • ค่าบำรุงรักษาต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องบินตะวันตกในยุคเดียวกัน
    • สามารถใช้งานในสนามบินที่มีรันเวย์สั้นและหยาบได้
  • ข้อจำกัด:
    • ระยะบินสั้น (ต้องพึ่งถังน้ำมันเสริม)
    • ระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้าสมัยเมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นใหม่
    • การจัดวางถังน้ำมันทำให้ศูนย์ถ่วงเปลี่ยนเมื่อเชื้อเพลิงลดลง ส่งผลต่อความเสถียร
    • ความจุอาวุธจำกัดเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่
3. สถานการณ์ในกัมพูชา
  • การได้มา: MiG-21 ที่กัมพูชาใช้งานน่าจะเป็นรุ่นมือสองจากสหภาพโซเวียตหรือเวียดนาม ซึ่งมอบให้ในช่วงที่กัมพูชาต้องการป้องกันน่านฟ้าจากการโจมตีของกลุ่มเขมรแดงหรือภัยคุกคามจากชายแดน
  • การใช้งาน: ใช้ในภารกิจจำกัด เนื่องจากกัมพูชาขาดโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินที่เหมาะสม, ช่างเทคนิคที่มีทักษะ, และงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษา
  • เหตุการณ์สำคัญ: ไม่มีบันทึกการใช้ MiG-21 ในปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ของกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้เพื่อฝึกซ้อมหรือแสดงแสนยานุภาพ
  • การปลดระวาง: ในช่วงทศวรรษ 2000 กองทัพอากาศกัมพูชาเริ่มเปลี่ยนไปใช้เฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินลำเลียง เช่น Harbin Z-9 และ Xian MA60 เนื่องจาก MiG-21 ล้าสมัยและขาดอะไหล่
  • สถานะในปี 2025: จากข้อมูลที่มีใน The Military Balance 2025 และแหล่งอื่นๆ กองทัพอากาศกัมพูชามีเครื่องบินขับไล่น้อยมาก (อาจไม่มีเลย) และเน้นใช้เฮลิคอปเตอร์ (เช่น Mi-17, Z-9) และเครื่องบินลำเลียงมากกว่า MiG-21 น่าจะถูกเก็บในคลังหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทหาร
4. ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น
  • ไม่มีข้อมูลจาก X หรือเว็บล่าสุด: การค้นหาข้อมูลล่าสุด (ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2025) ไม่พบรายงานใหม่เกี่ยวกับ MiG-21 ในกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเก่าหรือทั่วไปเกี่ยวกับกองทัพกัมพูชา
  • เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน: เวียดนาม ซึ่งเป็นพันธมิตรของกัมพูชาในอดีต ยังคงใช้งาน MiG-21 จนถึงช่วงทศวรรษ 2010 (พ.ศ.2553)แต่ได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องบินที่ทันสมัยกว่า เช่น Su-30MK2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า MiG-21 ล้าสมัยในภูมิภาคนี้.

PHL-03 จรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่ของจีน มีพิสัยยิงไกลอานุภาพรุนแรง และกัมพูชากำลังจะใช้ยิงเข้ามาในไทย

.

มารู้จักกับ BM-21 จรวด40ลำกล้องของกัมพูชา

ขีปนาวุธ PHL-03 (หรือบางครั้งเรียกว่า AR2 MLRS) เป็นระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Launch Rocket System – MLRS) ขนาดใหญ่ของจีนที่มีพิสัยไกลและอานุภาพรุนแรงมาก ใช้สำหรับการยิงถล่มเป้าหมายพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น กองกำลังหรือยุทโธปกรณ์ศัตรูในแนวรบ โดยพัฒนาจากระบบ BM-30 Smerch ของรัสเซีย..


🔹 ข้อมูลสำคัญของ PHL-03

รายการ รายละเอียด
ประเทศผู้พัฒนา สาธารณรัฐประชาชนจีน
บริษัทผู้ผลิต NORINCO (China North Industries Corporation)
ประเภท ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS)
ลำกล้อง 12 ท่อยิง
ขนาดจรวด 300 มิลลิเมตร
พิสัยยิง 70 – 130 กิโลเมตร (ขึ้นกับชนิดของหัวรบ)
ชนิดหัวรบ ระเบิดแรงสูง (HE), ลูกปราย (cluster), ต้านรถถัง, ระเบิดล่าช้า
ยานฐานยิง รถบรรทุก 8×8 (มักใช้แพลตฟอร์ม Wanshan WS2400)
เวลาในการยิง ยิงครบ 12 นัดภายใน ~44 วินาที
ระบบนำทาง/ควบคุม มีแบบพัฒนาใหม่ที่ใช้ระบบนำวิถีด้วย GPS หรือ Inertial Guidance ในรุ่นใหม่ๆ
ระบบ Reload ใช้รถบรรทุกสนับสนุนพร้อมเครนช่วยโหลดใหม่ (ใช้เวลาหลายนาที)
—————

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการจัดส่งให้กัมพูชา

  • ในปี 2022 กัมพูชาได้รับ ระบบ AR2/PHL‑03 จำนวนอย่างน้อย 6 คัน พร้อมเครื่องสนับสนุน เช่น รถ WS2400 สำหรับยิง และ WS2500 สำหรับโหลดกระสุน รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารและปฏิบัติการจากจีน

  • ระบบนี้มีพิสัยยิงได้ประมาณ 70–130 กม. ขึ้นกับชนิดหัวรบ โดยจรวดแต่ละลูกหนักราว 800 กก. และมีหัวรบประมาณ 280 กก.

  • กำลังยิงได้ 12 ลูกใน 30–44 วินาที ครอบคลุมพื้นที่กว่า 60 เฮกตาร์ (ประมาณ 67 เฮกตาร์) เมื่อยิงแบบเต็มชุด (salvo)

  • ระบบติดตั้งบนรถบรรทุก Wanshan WS2400 8×8 ให้ความคล่องตัวไม่เลว แต่การเตรียมยิงต้องใช้เวลาหลายวินาทีถึงนาทีในการขึ้นสู่สภาวะพร้อมยิง

  • ข้อมูลจากกูร์ต้าที่น่าเชื่อถือระบุว่าการส่งมอบและวางระบบ PHL‑03 จัดเก็บไว้ที่ฐานอาวุธกัมปงสปือ รอการฝึกหรือการยิงร่วมกับทหารจีนในอนาคต


📝 สรุป

  • กัมพูชามีระบบยิงจรวด PHL‑03 (ชื่อส่งออก AR2) จำนวนอย่างน้อย 6 หน่วย พร้อมรถบรรทุกสนับสนุน

  • รูปภาพแสดงรถ TEL PHL‑03 ที่ขนมาจากจีนโดยสื่อโลกรายงานไว้ชัดเจน และถ่ายจากภาพจริงที่ปลายทาง

  • พิสัยยิงไกลถึงร้อยกิโลเมตร และใช้ยิงชุดใหญ่ครั้งเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพทางยุทธศาสตร์ให้กัมพูชาในเชิงการป้องกันประเทศ